PIONEERING SPIRIT

100 ปีแห่งการพัฒนาโดยมีประสิทธิภาพและฟังก์ชั่นเป็นเป้าหมายสำคัญ
TEXT: RUCKDEE CHOTJINDA

เราร่วมเดินทางไปญี่ปุ่นตามคำเชิญของศรีทองพาณิชย์ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพื่อเยือนสำนักงานใหญ่และโรงงานสำคัญแห่งหนึ่งของ Citizen เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ ถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่ดียิ่งเพราะแต่เดิมเรารู้จัก Citizen น้อยเกินไปจริงๆ จากที่เราได้สัมผัส พูดคุยและสอบถามกับคนจากแผนกต่างๆ ของแบรนด์ทำให้เราเห็นได้ชัดว่าแบรนด์นี้ยึดถือวิสัยทัศน์และอนาคตมากกว่าประวัติศาสตร์หรืออดีต นั่นทำให้เขาไม่ติดอยู่ในกรอบของการออกแบบใดๆ ทั้งสิ้น และพร้อมที่จะปล่อยนาฬิกาหน้าตาแหวกแนวออกมาทันที ขอเพียงให้ผลิตภัณฑ์นั้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน สมกับชื่อแบรนด์ Citizen ที่ตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1924 โดยชินเปอิ โกโต ผู้ว่าการจังหวัดโตเกียวในขณะนั้นโดยมีความตั้งใจ “ให้นาฬิกานี้เป็นที่รักอย่างแพร่หลายและยาวนานโดยประชาชน”

[ นาฬิกา CustomV2 Blacky จากปี ค.ศ. 1970 เป็นนาฬิการุ่นแรกๆ ของโลกที่มีการเคลือบสีดำ / นาฬิกา Soundwitch จากปี ค.ศ. 1984 เป็นวิทยุระบบเอฟเอ็ม/เอเอ็มในตัว / นาฬิกา Meme of Citizen จากปี ค.ศ. 2002 ใช้เครื่องขนาดเล็กมากเพื่อบอกเวลาในห้าประเทศพร้อมกัน ]

Citizen ในอดีตนั้นไม่ได้เน้นผลิตนาฬิกาจักรกลที่มีกลไกซับซ้อนหรือมีการขัดแต่งที่สวยงาม หากแต่มุ่งหวังให้เกิดเป็นความเป็นเลิศในแง่ประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานจริงอยู่เสมอ จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกนี้ได้ส่งให้ Citizen เป็นเจ้าของตำแหน่งรายแลกของโลกหรือของญี่ปุ่นอยู่หลายครั้ง ในปี ค.ศ. 1960 ก็มีนาฬิกาชื่อรุ่นว่า Shine ที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถทราบเวลาได้โดยการยกคริสตอลขึ้นแล้วใช้นิ้วมือลูบไปตามเข็มเพื่อให้รู้ว่าเข็มนั้นชี้อยู่ที่หลักชั่วโมงใด ลองคิดดูว่าเครื่องของนาฬิการุ่นนี้จะต้องมีความแข็งแกร่งเพียงใด เข็มนาฬิกาจึงไม่เขยื้อนตามกำลังของนิ้วที่มาสัมผัสโดนได้ และ Citizen ก็เป็นผู้ผลิตนาฬิการายแรกๆ ที่มีการออกแบบนาฬิกาให้เป็นสีดำด้วยรุ่น CustomV2 Blacky ในปี ค.ศ. 1970 ซึ่งมีการเคลือบด้านนอกเพื่อป้องกันตัวเรือนจากการขีดข่วน จนมาถึงในยุคสมัยใหม่ที่ Citizen ได้คิดค้นวัสดุชื่อซุปเปอร์ไทเทเนียมขึ้นโดยการนำเอาไทเทเนียมอัลลอยไปผ่านกระบวนการที่ชื่อว่าดูราเทคเพื่อทำให้พื้นผิวมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าไทเทเนียมปกติ

[ โฆษณาเก่าจากปี ค.ศ. 1978 ]

เทคโนโลยีพลังงานแสงก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Citizen เริ่มตั้งแต่นาฬิการุ่น Cryston Solar Cell เมื่อปี ค.ศ. 1976 จนในที่สุดเกิดเป็นนวัตกรรมที่มีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงว่า Eco-Drive ซึ่งสื่อถึงข้อดีในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดปริมาณการใช้งานแบตเตอรี่ โดย Citizen ระบุว่าในแต่ละปีตนขายนาฬิกา Eco-Drive ได้ปีละสี่ล้านเรือน หากนาฬิกาเหล่านั้นไม่ใช่นาฬิกา Eco-Drive และต้องใช้แบตเตอรี่แบบปกติซึ่งมีความหนาราว 2.10 มม. จำนวนแบตเตอรี่ทั้งหมดเมื่อมาวางซ้อนกันเป็นตั้งขึ้นมาจะสูงถึง 8,400 เมตร (เกือบเท่าความสูง 8,848 เมตรของภูเขาเอเวอเรสท์) ทั้งนี้ นาฬิกา Eco-Drive เกือบทุกรุ่นเมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วแต่ไม่สวมใส่และเก็บไว้ในที่มืดจะยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องถึงหกเดือน

[ Eco-Drive One ตัวเรือนซุปเปอร์ไทเทเนียม หนาเพียง 3.53 มม. ]

ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ Citizen ได้ถูกหลอมรวมไว้ในประโยคสโลแกนเก๋ๆ ว่า “Better Starts Now” ซึ่งหมายรวมว่าทุกคนบนโลกนี้สามารถสร้างสิ่งใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิมได้ ขอเพียงเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เราจึงได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่งจาก Citizen อย่างเช่นนาฬิกา Eco-Drive One ซึ่งมีตัวเครื่องบางเพียง 1.00 มม. แต่เก็บพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 12 เดือน อยู่ในตัวเรือนซุปเปอร์ไทเทเนียมที่บางเพียง 3.53 มม. สำหรับใครที่ยึดติดว่านาฬิกาจะต้องเดินได้เที่ยงตรงที่สุด Citizen ก็เผยโฉมคอนเซปท์วอทช์ในรูปของนาฬิกาพกที่งาน Baselworld 2018 ซึ่งใช้เครื่อง Eco-Drive รุ่นพิเศษที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความเที่ยงตรงถึงระดับ +/- 1 วินาทีต่อปีเลยทีเดียว ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จนี้ได้ก็คือการตัดควอตซ์คริสตอลที่นำมาใช้เป็นตัวออสซิเลเตอร์ให้มีรูปทรงแบบพิเศษซึ่งจะทำให้ตัวมันได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือแรงโน้มถ่วงโลกน้อยกว่าควอตซ์ออสซิเลเตอร์รูปทรงปกติ ความถี่ภายในตัวอยู่ที่ 8,388,608 เฮิตซ์หรือสูงกว่าควอตซ์ออสซิเลเตอร์รูปทูนนิ่งฟอร์คที่มีความถี่ 32,768 เฮิตซ์ถึง 256 เท่า เครื่องรุ่นนี้มีรหัสเรียกขานว่าคาลิเบอร์ 0100 เพื่อให้สอดคล้องกับการฉลองครบรอบ 100 ปีของบริษัทนั่นเอง

[ เครื่องนาฬิกาคอนเซปท์รุ่น 0100 ที่นำเสนอในรูปแบบของนาฬิกาพก ]

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จได้เพราะว่า Citizen มีศักยภาพในการพัฒนาและผลิตด้วยโรงงานในเครือมากถึง 13 แห่งบนเกาะฮอนชู บ้างก็เชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นส่วนที่มองเห็นได้อย่างตัวเรือน หน้าปัดและเข็ม บ้างก็ผลิตชิ้นส่วนภายในที่ละเอียดอ่อนของเครื่องนาฬิกาแบบจักรกลหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องควอตซ์ อย่างโรงงานอิดะโตโนโอกะในจังหวัดนากาโน่ที่เราไปเยือนนั้นก็ทำทั้งนาฬิกาจักรกลและควอตซ์ ชั้นล่างมีสายการผลิตความเร็วสูงสำหรับชิ้นส่วนเครื่องควอตซ์อย่างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และคอยล์สำหรับการรับสัญญาณคลื่นวิทยุ ส่วนชั้นบนนั้นก็มีสายการติดตั้งเข็มนาฬิกาและประกอบนาฬิกาให้สำเร็จเป็นเรือน และมีเวิร์คช็อปพิเศษสำหรับช่างระดับครูที่จะประกอบเฉพาะนาฬิการุ่นแพงอย่าง Eco-Drive One หรือนาฬิกาแบบหน้าปัดแนวศิลปะอย่าง Campanola ซึ่งบางรุ่นมีการใช้เครื่องคอมพลิเคชั่นจากแบรนด์ La Joux-Perret ของสวิตเซอร์แลนด์

[ บูธที่โดดเด่นเป็นที่สุดของ Citizen ที่งาน Baselworld 2018 ประดับประดาด้วยเพลทเครื่องสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนในรูปแบบของงานศิลปะ ]

มาถึงจุดนี้แล้วต้องขอขยายความว่า Citizen ไม่ใช่เพียงผลิตนาฬิกาของตนเองและขายเครื่องนาฬิกาให้กับแบรนด์อื่นเท่านั้น แต่ในช่วงหลังยังไปซื้อกิจการของบริษัทนาฬิกาสัญชาติอื่นๆ เพื่อเป็นการลงทุนอีกด้วย เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อนกับการซื้อแบรนด์อเมริกัน Bulova ซึ่งโด่งดังที่สุดจากนาฬิการุ่น Accutron เมื่อซื้อแล้วก็ยังคงสำนักงานใหญ่ไว้ที่นิวยอร์คเหมือนเดิม และให้การสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคนิคเพื่อให้ตัวแบรนด์นั้นก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมีศักยภาพ จากนั้นจึงซื้อบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องนาฬิกาจักรกล La Joux-Perret ที่สวิตเซอร์แลนด์และแบรนด์นาฬิกา Arnold & Son ที่พ่วงกันอยู่เมื่อปี ค.ศ. 2012 และล่าสุดเมื่อสองปีก่อนก็ซื้อ Frederique Constant กับ Alpina มาเพิ่มเติมอีก

[ Promaster นาฬิกากลุ่มพิเศษสำหรับการใช้งานโดยนักผจญภัยตัวจริง ]

เป็นที่น่าสังเกตว่า Citizen ให้ความเคารพกับทุกแบรนด์ที่ซื้อมาโดยปล่อยให้มีอิสรภาพในการสร้างสรรค์เหมือนเดิม โดยที่เครือ Citizen เข้ามาช่วยเรื่องการปรับปรุงลักษณะการใช้เงินทุนและแนวทางการปฏิบัติทางธุรกิจที่ดีเสียมากกว่าจะไปยุ่มย่ามเรื่องการออกแบบ ฯลฯ และเมื่อมีแบรนด์ต่างๆ เหล่านี้ในครอบครองแล้ว Citizen ก็ไม่ต้องสร้างแบรนด์ระดับแพงของตนเองแล้วพยายามขายให้คนทั้งโลกซื้อ เพียงแค่รอเก็บเกี่ยวกำไรจากการลงทุนในแบรนด์ต่างๆ ที่มีศักยภาพสูงเช่นนี้ก็พอแล้ว เท่ากับว่า Citizen ได้ครอบตลอดไว้ทั้งหมด ทั้งในระดับถูกและแพงแบบไม่ต้องสงสัย ที่เหลือก็เพียงรอดูว่าเครือนี้เขาจะไปได้ไกลอีกเท่าใดใน 10 ปีหรือ 100 ปีข้างหน้านี้

[ Citizen L คอลเลคชั่นที่ออกแบบมาเพื่อสุภาพสตรีโดยเฉพาะ ]

————————————————–

We spent a few days in Japan with Citizen and C. Thong Panich after the Songkran holidays, as part of a media trip commemorating the watch brand’s 100th anniversary – and it proved to be a truly worthwhile learning experience. As an innovative watch brand, Citizen operates more on the basis of development rather than tradition. Instead of restricting themselves within any frame of design, the company readily churns out watches that resemble nothing from their archives. This very much aligns with the objective to fulfil a new and relevant purpose of the people. After all, the brand name Citizen was bestowed upon the company in 1924 by Shinpei Goto, then governor of Tokyo, underpinned by the idea “for the watch to be loved widely and long by the citizen.”

Citizen has since strived to excel in terms of performance and efficiency. While they did not go into the direction of complicated mechanical movements or elaborated decoration, Citizen did become a pioneer in many ways, proudly holding a few of Japan’s first or world’s first titles. In 1960, the company unveiled the Shine watch, allowing the blind to read time with their fingertips after lifting the crystal. The movement was designed to be especially strong so that the hands would not move from the pressure exerted on them as the owner tried to feel their position in relation to the raised markers. Citizen was also among the first to make watches in black, notably with their CustomV2 Blacky watch in 1970 whose coating offers extra protection against scratches. In more modern times, the brand champions the use of Super Titanium – based on a proprietary formula of the alloy that combines the natural properties of titanium with Duratect surface hardening technology.

Light power technology marks another forte. Citizen initially embarked on this journey with the Cryston Solar Cell watch in 1976; the research and development culminated in a technology called Eco-Drive, named for the eco-friendliness achieved from the immense reduction in battery use. According to Citizen, around four million Eco-Drive watches are sold each year. The batteries to power that amount of non-Eco-Drive watches would have stacked to a height of 8,400 metres, assuming that the batteries are 2.10 mm thick each (in comparison, Mount Everest itself stands 8,848-metre tall). Most Eco-Drive models can run in total darkness for as long as six months on a single full charge.

Citizen distilled their operational philosophy into a simple yet meaningful phrase: “Better Starts Now.” What they mean is that everyone everywhere on earth contains the potential to make something better, and the time to start doing that is now. Further, there is always a next “better” and a new “now” so we keep seeing progress in, for example, products like the Eco-Drive One watch. While only 1.00 mm thick, the watch’s movement offers a running time of 12 months – and its Super Titanium case is only 3.53 mm thick. For people who cherish accuracy most of all, Citizen has unveiled a concept pocket watch at Baselworld 2018; with an Eco-Drive movement, the piece is specially engineered to be accurate to +/1 second per year. A part of this breakthrough can be credited to the special shape of the quartz crystal oscillator that is more impervious to thermal fluctuations and gravity. Its innate frequency is thus 256 times higher than the regular tuning fork shaped quartz crystal oscillator (8,388,608 Hz versus 32,768 Hz). The movement is called Calibre 0100 in reference to the company’s 100th anniversary.

All of the above are possible, thanks to the fact that Citizen is highly vertically integrated. The group operates 13 factories across Honshu Island. Some specialise in the production of visible watch parts like the cases, dials and hands, while others work on the more delicate parts for mechanical movements or electronic components for quartz movements. The Iida Tonooka factory we visited in the Nagano prefecture, for example, does a bit of both. It dedicates the lower floors to high-speed production of quartz parts like electronic circuits and coils for radio wave reception, while the upper levels are devoted to hand-setting and whole watch assembly. Moreover, a special workshop is staffed by meisters who work exclusively on top-of-the-range pieces like the Eco-Drive One, and the artistic Campanola watches – some of which are equipped with complication movements from the Swiss manufacture La Joux-Perret.

This brings us to the next dimension of Citizen’s business. In addition to the sales of movements and components to other brands, they are actively engaged in the strategy of investment in high profile watch brands overseas. Their first move was made 10 years ago with the acquisition of the American company Bulova – best known for the Accutron watch. While that company remains headquartered in New York, it received financial and technical support from Citizen that allowed them to proceed with great strength. Next up was the Swiss mechanical movement specialist La Joux-Perret and the associated Arnold & Son watch brand in 2012. Most recently, Frederique Constant and Alpina joined the portfolio two years ago.

It is interesting to see how Citizen has shown respect where creation is concerned at the houses acquired – the group’s involvement leans much more towards capital optimisation and good business practice than design direction and whatnot. That also means that Citizen will not have to woo the world by creating a luxury label out of the existing one. Rather, they can concentrate on what they do best and simply reap the benefit from the performance of these high potential business units. In any case, the group seems to have all its bases covered, and it is fascinating to see how much further they can go in the next decade as well as the ensuing century.

By |2018-11-11T20:56:33+00:00November 11th, 2018|Insights|0 Comments

About the Author: