OTHERWISE OVERLOOKED

WOW Thailand ขอชวนคุณชมนิทรรศการครั้งสำคัญที่สุดที่ Audemars Piguet เคยจัดในภูมิภาคนี้
TEXT: RUCKDEE CHOTJINDA

อ่านตอนนี้ก็ยังไปทันเพราะว่านิทรรศการ “From Le Brassus to Bangkok” ที่จัดโดย Audemars Piguet ที่เซ็นทรัลเอมบาสซีนั้นมีต่อเนื่องจนถึงวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายนนี้ ครั้งก่อนที่ Audemars Piguet นำนาฬิกาโบราณจำนวนมากมาให้ได้ชมกันถึงประเทศไทยก็เนิ่นนานเป็นเวลา 13 ปีแล้ว และก็ไม่ได้เป็นเรือนที่มีความสำคัญหรือมีจำนวนมากเท่านี้ เชื่อหรือไม่ว่านี่ไม่ใช่นิทรรศการที่จัดเพื่อเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเหมือนนิทรรศการทั่วไป หากแต่เป็นเหมือนของขวัญชิ้นพิเศษที่ Audemars Piguet จัดให้กับลูกค้าและผู้สนใจชาวไทยโดยเฉพาะโดยนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของแบรนด์ ตั้งแต่เรื่องถิ่นกำเนิดที่มา ประวัติศาสตร์ การออกแบบ ความเชี่ยวชาญทางด้านกลไก ฯลฯ เหมือนกับเป็นการชดเชยที่ปีที่แล้วมีการเปิดบูติคแต่ไม่ได้จัดงานอะไรใหญ่โตเป็นพิเศษ ปีนี้เราจึงได้เห็นนิทรรศการในสเกลที่เรียกว่าน่าจดจำกันไปเลย

ด้วยความที่เราอยากให้คุณได้ไปสัมผัสความพิเศษนี้ด้วยตนเองจึงขอลงภาพเพียงบางเรือนพอให้เกิดความสนใจเท่านั้น ที่เหลือจากนี้ไปจึงเป็นบทสัมภาษณ์คุณเซบาสเตียน วิวาซ ผู้อำนวยการฝ่ายมรดกและพิพิธภัณฑ์ของ Audemars Piguet ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์มาโดยตลอดและเคยทำงานที่ Musée International d’Horlogerie หรือ MIH ช่วงอายุยี่สิบกลางๆ ก่อนที่จะเริ่มทำงานให้กับ Audemars Piguet ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 ปัจจุบันรับผิดชอบเรื่องก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองเลอบราซูส์ด้วย

[ เจ้าหน้าที่จากสวิตเซอร์แลนด์พร้อมให้ความรู้แก่ผู้สนใจ ]

ทำไมคุณจึงไปทำงานที่ MIH ตั้งแต่อายุน้อยเพียงนั้น
ตอนนั้นผมเป็นนักศึกษาด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเนอชาแตลซึ่งตั้งอยู่ห่างจากลาโชเดอฟ็องเพียงแค่ 20 กิโลเมตร นี่เป็นย่านแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาอยู่แล้ว ตอนนั้นผมหางานอะไรเล็กๆ น้อยๆ ทำขณะที่เรียนหนังสือ และ MIH ก็อยากได้คนมาเป็นนักสารคดีพาร์ทไทม์เหมือนกันเพื่อช่วยจัดการห้องสมุด งานนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับผมเพราะว่าห้องสมุดของ MIH เป็นห้องสมุดเกี่ยวกับงานประดิษฐ์นาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีชื่อเรียกว่า Centre d’Etude du Temps

[ ความบางของเครื่องออโต้รุ่นคาลิเบอร์ 2120 ซึ่งเริ่มใช้งานครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1967 ]

ในบรรดานาฬิกาทั้งหมดที่คุณนำมาจัดแสดง เรือนใดถือว่ามีความสำคัญที่สุด
ถ้าถามผม นาฬิกาเรือนที่มีความสำคัญที่สุดก็คือเรือนที่เราไม่อาจยอมให้หายไปที่ไหนได้จริงๆ เป็นนาฬิการะดับซุปเปอร์คอมพลิเคชั่นของ Audemars Piguet ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีประวัติยืนยันได้ ประกอบด้วยเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์ มินิทรีพีทเตอร์และโครโนกราฟในตัวเรือนนาฬิกาพกหมายเลข 2010 ซึ่งจัดแสดงไว้ให้คุณชมอยู่ที่นี่แล้ว เรือนนี้คือเรือนที่ผมลำบากใจที่สุดแล้วก่อนจะบอกว่า “โอเค เอาไปเมืองไทยได้”

[ นาฬิกาพกเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์ มินิทรีพีทเตอร์โครโนกราฟจากปี ค.ศ. 1882 ]

แล้วมีเรือนใดบ้างครับที่ได้มาอยู่ในครอบครองของพิพิธภัณฑ์ด้วยความยากเย็นเหลือเกิน
เมื่อ 25 ปีก่อนมีพาร์ทเนอร์คนสำคัญคนหนึ่งของบริษัทเริ่มสะสมคอลเลคชั่นนาฬิกาวินเทจของ Audemars Piguet เราจึงช่วยให้คำแนะนำและตรวจสอบนาฬิกาให้ ในช่วงเวลา 25 ปีนี้เรามีคู่แข่งเวลาประมูลนาฬิกาก็คือเขานี่เองซึ่งผมจะไม่บอกว่าเป็นใครชื่ออะไร แล้วก่อนหน้าสองปีนี้ไม่นาน เรารู้มาว่าเขาต้องการจะขายนาฬิกาทั้งคอลเลคชั่นซึ่งประกอบด้วย Audemars Piguet จำนวน 80 เรือน ในชุดนี้มีนาฬิการีพีทเตอร์หกเรือนซึ่งคิดเป็น 20% ของจำนวนรีพีทเตอร์ที่เราเคยผลิตแล้ว มีเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์จากยุคทศวรรษที่ 1950 สามเรือนซึ่งคิดเป็น 30% ของนาฬิกาเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์ที่มีเครื่องหมายบอกปีอธิกสุรทิน และผมคิดว่ามีนาฬิกาโครโนกราฟหกเรือนจากยุคทศวรรษที่ 1930 ถึง 1950 ซึ่งถือว่ามีหลายเรือนเนื่องจากในช่วงเวลา 100 ปีนั้นเรามีการผลิตโครโนกราฟเพียงแค่ 307 เรือน คอลเลคชั่นนี้เป็นที่หมายตาของเรามากๆ และมีมูลค่าสูงเราจึงต้องคุยกันยาว ในที่สุดแล้วเราก็ได้ซื้อทั้ง 80 เรือนนั้นและมีประมาณ 10 เรือนที่นำมาจัดแสดงในโอกาสนี้

[ นาฬิกามินิทรีพีทเตอร์หนึ่งในเพียง 35 เรือนที่ AP ผลิตก่อนปี ค.ศ. 1992 ]

คุณทำอย่างไรให้คนรู้ว่า Audemars Piguet ไม่ได้มีเพียงแค่ Royal Oak
การนำเสนอประวัติศาสตร์ในภาพรวมเป็นพันธกิจสำคัญประการหนึ่งของแผนกเรา นาฬิกา Royal Oak นั้นมีอายุน้อยกว่าบริษัทเราเป็น 100 ปี ดังนั้นหากใครบอกว่า Audemars Piguet คือ Royal Oak เราก็จะกลายเป็นแบรนด์ที่มีอายุน้อยมากๆ เราจึงต้องตีพิมพ์หนังสือและจัดนิทรรศการเพื่อสื่อสารถึงเรื่องนี้ Royal Oak เป็นนาฬิกาที่เรารักและขาดไม่ได้ Royal Oak มีความสำคัญกับเราเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่ใช่ทุกสิ่ง เราจึงต้องกลับไปให้ถึงจุดเริ่มต้น รากเหง้า ความชำนาญและประวัติศาสตร์แห่งการออกแบบ ถ้าคุณดูในโซนแรกของนิทรรศการ คุณจะเห็นนาฬิการูปทรงแปลกตาจากยุคทศวรรษที่ 1940 ถึง 1960 ซึ่ง Royal Oak ก็เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีรูปทรงไม่ธรรมดานี้ ทั้งยังเป็นรุ่นที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีรุ่นอื่นอีกเพราะก่อนหน้านั้นก็มีอยู่มาก และหวังว่าจะมีเพิ่มเติมอีกด้วยในอนาคต

[ นาฬิกาโอตกูตูร์ประดับการ์เนทสีเขียวดูแปลกตาจากปี ค.ศ. 1970 ]

การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ของคุณคืบหน้าไปเท่าใดแล้ว
ตอนนี้ก็สร้างอยู่เรื่อยๆ แล้วครับ มีหลังคาและกระจกโดยรอบแล้ว เราหวังว่าตึกทรงเกลียวหมุนวนนี้จะเสร็จพร้อมใช้งานช่วงสิ้นปีนี้ และเราจะต้องบูรณะปรับเปลี่ยนอาคารเก่าด้วยซึ่งต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปี ดังนั้นเมื่อตรงทรงเกลียวหมุนวนเสร็จ เราจะย้ายช่างนาฬิกาและทีมมรดกจากอาคารเก่ามานั่งทำงานที่นี่ ทั้งสองตึกน่าจะเสร็จสมบูรณ์ช่วงปลายปี ค.ศ. 2019 และเราน่าจะทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการได้ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้แต่จะต้องทำนัดหมายล่วงหน้าเสียก่อนเท่านั้นเพราะเราต้องการให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น เราจะจัดเป็นกรุ๊ปโดยมีไกด์คอยให้ความรู้และปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สอดคล้องกับความรู้และความสนใจของแขกผู้มาเยือนเอง

[ นาฬิกาจั๊มปิ้งอาวจากปี ค.ศ. 1921 ]

คุณชอบเรื่องใดที่สุดในการทำงานกับ Audemars Piguet
สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดก็คือองค์ประกอบเรื่องผู้คนครับ แผนกมรดกจะต้องทำงานกับทีมงานต่างๆ หลากหลายทั้งภายในและภายนอกองค์กร เหมือนเป็นที่ที่ทุกคนมาเจอะเจอกัน เขามาหาเราเมื่อเขาอยากรู้อะไรใหม่ๆ และเราก็ชอบแชร์สิ่งที่เรามีในคลังเอกสารหรือนาฬิการุ่นต่างๆ ที่เราเก็บรักษาไว้ นี่เป็นบริษัทครอบครัวและเรามีโอกาสได้สื่อสารโดยตรงกับเจ้าของและทายาทของผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผมว่านี่เป็นสิ่งที่แบรนด์อื่นในอุตสาหกรรมนี้ไม่มี ทำงานแผนกนี้สนุกมากครับ

[ ตัวอย่างสมุดบันทึกประวัติการขายนาฬิกาในสมัยก่อน ]

————————————————–

There is still time to visit the “From Le Brassus to Bangkok” exhibition which runs until Sunday 17 June at Central Embassy. The last time dozens of historic Audemars Piguet watches were brought over to Thailand was 13 years ago, and yet the current presentation simply tops that in terms of breadth and significance. To our surprise, the exhibition is not a travelling one which goes from one country to the next across Southeast Asia. It was designed specifically and only for the Thai market with components to show the different aspects of the brand from heritage and design to technical expertise. In a way, it is a special treat for Thai customers in lieu of any big event to celebrate the launch of the brand’s corporate boutique last year. This certainly is an event to remember.

Of course, we are not showing you all the watches in this post because we want you to discover them by yourself when you do the visit. Let us share with you instead a casual Q&A with the brand’s Heritage and Museum Director. Sébastian Vivas is a lifelong historian with working experience at Musée International d’Horlogerie (MIH) when he was in his mid-20s. He has been with Audemars Piguet since 2012 and is presently in charge with the development of the new and highly architectural museum at their headquarter.

What urged you to join MIH at such a young age?
I was a student of history at the University of Neuchâtel which is only 20 kilometres from La Chaux-de-Fonds. This is a watchmaking region. I was looking for a small job during my studies, and they were looking for a part-time documentarist to manage the library. That was super exciting because the library at the MIH is one of the largest in the world about watchmaking. It is called the Centre d’Etude du Temps.

What is the most important watch on display at this exhibition?
For me, the most important watch, the watch that we really don’t want to lose. It is probably the oldest, documented Audemars Piguet super complication with a perpetual calendar, a minute repeater and a chronograph. It is the pocket watch numbered 2010 and exhibited here. That was the most difficult to say, “Yes, it can go to Thailand.”

Is there a watch here which was particularly hard to obtain into the museum’s collection?
Twenty-five years ago, a very important partner of the company started to create his own collection of vintage Audemars Piguet watches. We participated by advising and authenticating these watches. During these 25 years, our main competitor at the auctions was this person who I will not name. And a bit more than two years ago, we heard that he wanted to sell his collection as a whole. There were 80 Audemars Piguet watches together. Among these 80 watches, there were six minute repeaters which is 20% of the production of the company; three perpetual calendars from the 1950s which is 30% of perpetual calendar with leap year indication; and, I think, six chronographs from the 1930s to the 1950s which is also a lot because of the production of chronograph was 307 for 100 years. It was a very desirable collection, and also a long discussion, of course. The value was pretty high. At the end, we bought all 80 watches together and probably 10 of them are here.

How do you tell people there is much more to Audemars Piguet than the Royal Oak?
This is one of the missions of the Heritage Department: to share the history at large. The Royal Oak is 100 years younger than the company. So, if Audemars Piguet was a Royal Oak, we would be very young. That is why we publish books and bring exhibitions to talk about that. The Royal Oak; we love it, we need it; it is so important for us, but it’s not only that. That is why we go back to the origins, to the roots, the knowhow and the history of the design. If you look at the first section, you will see some of the really ground-breaking watches from the 1940s to the 1960s. The Royal Oak is the most visible of this long history and most successful of them, but there were many others before, and hopefully there will be many others in the future.

How is your new and fantastic museum building coming along?
The new museum is on its way. We have finished now the roof and the glass walls. Hopefully, the spiral will be ready by the end of this year. But we will restore and transform the historical building as well and that is one-year work. So as soon as the spiral is finished, the watchmakers and the heritage team who live now in the historical building has to move. The two buildings should be ready by the end of 2019. The official opening will most probably be in the beginning of 2020. This museum will be open to the public but by appointment only because we want to offer the very best experience possible to the visitors. There will be guided tour so people can understand, and the guide can adapt to the knowledge and interest of the visitors.

What do you like best about working for Audemars Piguet?
What I like best is the human dimension of it. The Heritage Department is linked with so many different teams, inside and outside. This is kind of a meeting point for everybody. They come to us when they want to learn more. And we like to share what we have in the archives, and to share the collections. This is a family-owned company where we have a direct dialogue with the owners and descendants of the founders. This is something unique, I think, in the industry. There is a lot of fun.

[ บรรยากาศด้านหน้างานที่เซ็นทรัลเอมบาสซี ]

By |2018-08-25T10:54:50+00:00June 10th, 2018|Insights|0 Comments

About the Author: