NEW HORIZONS

Breitling ภายใต้การนำของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารใหม่จะเหมือนหรือต่างจากเดิมอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้คุณ
TEXT: RUCKDEE CHOTJINDA

ข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งในวงการนาฬิกาเมื่อปีที่แล้วคือข่าวการขายหุ้น Breitling ให้กับกลุ่มทุนใหญ่จากนอกวงการนาฬิกา โดยที่ครอบครัวเจ้าของเดิมนั้นคงเหลือหุ้นติดมือไว้เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวนี้แบบเป็นทอดต่อกัน แต่ตัวแบรนด์เองกลับไม่ออกมาพูดอะไรเลยจนกระทั่งเดือนนี้ และยังมีประเด็นที่คนถกกันหนาหูอีกก็คือเรื่องคอลเลคชั่น Navitimer โฉมใหม่ที่ไม่มีสไลด์รูลรอบหน้าปัดอย่างที่เราคุ้นเคยกัน หลายท่านบอกว่าอย่างนี้เสียลุคหมด จะเรียกว่า Navitimer ได้อย่างไร

[ นาฬิกา Navitimer 8 Chronograph ]

ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้หาคำตอบที่แท้จริงของทุกสิ่งกันเมื่อนักข่าวทั้งสายนาฬิกาและสายอื่นจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มารวมตัวกันที่สิงคโปร์เมื่อวานนี้เพื่อพบกับคุณจอร์จ เคิร์น ซีอีโอคนใหม่ของ Breitling ซึ่งชี้แจงแบบตรงไปตรงมาเลยว่าคอลเลคชั่นที่ชื่อ Navitimer 8 นี้ไม่ได้มาแทนที่คอลเลคชั่น Navitimer แบบมีสไลด์รูลแต่เดิม เพียงแต่เป็นไลน์ใหม่ที่มีการออกแบบแนวมินิมอลกว่าเดิมโดยอาศัยรายละเอียดที่ถอดแบบมาจากนาฬิกาติดตั้งในค็อกพิทของ Breitling ในช่วงทศวรรษที่ 1940

[ ภาพโฆษณาจากปี ค.ศ. 1941 ของ Breitling ]

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับทิศทางของแบรนด์จากนี้ไป ซึ่งมีทั้งประเด็นที่ทางแบรนด์นำเสนอและจากที่นักข่าวร่วมกันถามจนได้ความดังต่อไปนี้

  • ภาพลักษณ์ของ Breitling ตลอดเวลาที่ผ่านมาคือเป็นแบรนด์นาฬิกานักบินแบบแมนๆ Breitling จะยังคงใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์ที่มีในเรื่องของการบินต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็จะออกไปแตะขอบฟ้าใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอนาฬิกาที่ผูกกับโลกแห่งท้องทะเลและแม้แต่บนบกให้มากกว่าเดิม
  • เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนี้ Breitling จะกลับไปใช้โลโก้เก่าสมัยยุคทศวรรษที่ 1950 และ 1960 ซึ่งเป็นตัว “B” เพียงอย่างเดียวแบบไม่มีปีกทางซ้ายและขวา จะได้ดูเป็นกลางและครอบคลุมมากขึ้น
  • เดิมนั้น Breitling โดดเด่นในด้านนาฬิกาสปอร์ต แต่จากนี้ไปจะมีการออกแบบนาฬิกาสไตล์เรียบหรูมากกว่าเดิมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และจะมีการผลิตนาฬิกาสำหรับผู้หญิงอย่างจริงจังมากขึ้นด้วย
  • ในเรื่องของขนาดนาฬิกานั้น คุณเคิร์นจะใช้ข้อมือตัวเองเป็นเครื่องวัด คือถ้าใหญ่เกินเขาใส่ได้เขาก็จะไม่ทำออกมาขาย ว่ากันตรงๆ อย่างนั้นเลย ทั้งนี้และทั้งนั้นก็มีข้อยกเว้นว่าจะยังคงมีการผลิตรุ่นแบบเรือนโตพิเศษบ้างเล็กน้อยเพื่อเป็นสีสัน แต่แนวทางของแบรนด์จะไม่เน้นเรือนโตมากนักแล้ว
  • การตั้งราคานาฬิกา หากเป็นเครื่อง ETA หรือเครื่อง Sellita จะมีราคาเฉลี่ย 3,600 ฟรังก์สวิส เรื่อยไปจนถึงนาฬิกาโครโนกราฟเครื่องอินเฮ้าส์ซึ่งจะมีราคาเฉลี่ย 7,500 ฟรังก์สวิส
  • จากนี้ไปเราจะแยกได้ด้วยสายตาเลยว่าโครโนกราฟรุ่นใดใช้เครื่องอินเฮ้าส์ รุ่นใดใช้เครื่อง Valjoux เพราะหากเป็นเครื่องอินเฮ้าส์จะมีวงจับเวลาสีต่างจากพื้นหน้าปัด แต่ถ้าเป็นเครื่อง Valjoux จะมีวงจับเวลาสีเดียวกันกับพื้นหน้าปัด
  • Breitling จะจัดระเบียบคอลเลคชั่นต่างๆ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและดูซับซ้อนหรือซ้ำซ้อนน้อยลง เราจะเห็นจำนวนรุ่นน้อยกว่าเดิม พวกนาฬิกาโครโนกราฟเครื่องควอตซ์จะเลิกทำทั้งหมด แต่พวกรุ่นพิเศษอย่างที่เจาะจงโฆษณาว่าเป็นเครื่องมือสำหรับนักบินอย่างรุ่น Emergency นั้นจะยังคงอยู่ต่อไป
  • ความร่วมมือทางด้านการตลาดกับ Bentley และความร่วมมือทางด้านเทคนิคกับ Tudor จะยังคงพัฒนาต่อไปตามเดิม
  • เดี๋ยวเราจะได้เห็น Breitling ประกาศตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ในงาน Baselworld นี้ ประกอบด้วยเซเลบริตี้คนดังและบุคคลที่เป็นผู้นำในวงการต่างๆ ด้วยเช่นกัน

คุณเคิร์นยังเผยอีกด้วยในช่วงท้ายว่าตอนนี้เขากำลังซุ่มออกแบบนาฬิกาแนวรีเอดิชั่นหรือการเอาของวินเทจกลับมาทำใหม่อยู่ และเราน่าจะได้เห็นนาฬิกาแนวนี้อย่างน้อยสองรุ่นที่งาน Baselworld ในเดือนหน้านี้ คงจะด้วยการมองย้อนกลับไปในอดีตเช่นนี้เองที่ทำให้ Breitling มีก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง สมกับแฮชแท็กที่เขาประกาศมาแล้วในขณะนี้ว่า #legendaryfuture

————————————————–

You might have heard of the change at Breitling last year where an investment group assumed majority ownership of the company while the previous owner family retains a certain amount of shares. Reports of that landmark transaction were circulated by the media but there was no official communication from the brand until this month. On top of that, given the speed of today’s connected world, we hear echoes of complaints about how the new Navitimer watches lack the characteristic element of a slide rule around the bezel.

[ นาฬิกา Navitimer 8 B01 ]

It is time to set some facts straight. Watch and non-watch journalists from Southeast Asia convened in Singapore yesterday to meet with Georges Kern – the new CEO of Breitling. It is clear from this press conference that Navitimer 8 does not replace the classical Navitimer with the famous slide rule. It is a more minimalistic variation with fundamental design elements from Breitling’s cockpit clocks of the 1940s.

[ นาฬิการุ่นรหัส 768 ในอดีตของ Breitling ]

Allow us to present the other important directional facts we gleaned from the presentation and the subsequent Q&A session in a bullet point format below.

  • Breitling has always been perceived as a tough male pilot watch brand. They will continue to leverage on their legitimate legacy in aviation-oriented timepieces. But at the same time, they will be looking at new horizons by tapping into their very own wealth of heritage on land and in the sea as well.
  • Reflecting the expanded boundaries, the company has reverted to the logo used in the 1950s and 1960s with the stylised “B” but without the wings to be more encompassing.
  • In addition to the sportier watches, more elegant ones will be introduced to respond to demand where there is one. There will also be a stronger effort in producing watches for ladies.
  • Watch sizes, with the exception of the extreme ones, will be moderate. Kern is using his wrist as the standard. If a watch is too large for him to wear, he will not release it!
  • Where pricing is concerned, watches with an ETA or a Sellita movement will have an average retail price of CHF 3,600. The number is CHF 7,500 at the other end of the price range for models with an in-house chronograph movement.
  • You will be able to distinguish chronographs with a Valjoux and an in-house movement by looking at the subdials. Only the ones with in-house movement will have subdials in a contrasting colour with the dial. Valjoux-powered chronographs will have dial and subdials in the same colour.
  • The product lines will be clearer and less complex. There will be fewer watch references overall so customers will not become lost in the choices. The cheaper products like quartz chronographs will have to go, but production of watch models typically billed as instruments for professionals like the Emergency will continue.
  • Marketing collaborations with Bentley and technical collaboration with Tudor will continue.
  • There will be announcement of famous celebrities and number one authentic people in their field as brand ambassadors.

Kern also reveals he has in the pipeline some very good re-edition watches and we may just see two of those next month at Baselworld. Perhaps, it is by this practice of looking back to the past that will ensure the brand’s objective of achieving a “legendary future” ahead.

By |2018-02-06T09:47:43+00:00February 6th, 2018|Insights|0 Comments

About the Author: