GAME CHANGER

นานๆ ทีจึงจะมีนวัตกรรมที่เราเรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการได้อย่างเต็มปาก
WORDS: RUCKDEE CHOTJINDA

สมมุติว่าเราบอกคุณว่ามีรถรุ่นใหม่ ล้ำมาแต่ไกลเลยโดยมีปีกนก เหล็กกันโคลงและบูชต่างๆ รวมกันเป็นชิ้นส่วนชิ้นเดียวที่ยืดหยุ่นและทนทาน แต่ไม่ต้องบำรุงรักษา ไม่มีวันสึกหรอและไม่มีวันหลวม คุณจะว่าอย่างไร

เวลานี้วงการยานยนต์ยังไม่มีอะไรอย่างนั้นให้คุณ แต่วงการนาฬิกามีพัฒนาการใหม่ที่น่าจับตามองเพราะเท่าที่เห็นก็มีศักยภาพจริงๆ หลังจากที่มีการเปิดตัวครั้งใหญ่ไปที่สวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นแล้ว Zenith จึงได้นำเสนอนวัตกรรมชิ้นสำคัญที่สุดของตนในระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ประเทศสิงคโปร์ นวัตกรรมนี้คือออสซิเลเตอร์แบบใหม่ที่มีลักษณะเป็นแผ่นซิลิคอนหนาเพียง 0.5 มม. แต่เข้ามาแทนที่ชุดเรกูเลเตอร์เดิมที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนร่วม 30 ชิ้น โดยเราได้เห็นออสซิเลเตอร์ใหม่นี้เป็นครั้งแรกในเครื่องออโต้รุ่น ZO 342 ของนาฬิกา Zenith Defy Lab

ออสซิเลเตอร์แบบใหม่ของ Zenith ที่ผลิตจากซิลิคอน

ในทางทฤษฎีแล้ว ออสซิเลเตอร์ตัวนี้จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้หลายด้าน อย่างแรกคือการตัดขั้นตอนของการประกอบและการปรับตั้งออกไป และในเมื่อไม่มีการสัมผัสกันระหว่างชิ้นส่วนจึงไม่มีการเสียดสีและไม่มีการสึกหรอ ทำให้ไม่ต้องมีการหล่อลื่นโดยปริยาย ไม่เพียงเท่านั้น Zenith ยังกล้าประกาศอีกด้วยว่าชิ้นส่วนแบบใหม่นี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิ แรงโน้มถ่วงโลกหรือสนามแม่เหล็ก

นี่คือผลแห่งความอุตสาหะของ LVMH Science Institute ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยวิจัยและพัฒนาโดยรวมเอาหัวกะทิจากแต่ละแบรนด์ในเครือมาทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงไม่อาจเรียกนวัตกรรมนี้ว่าเป็นของ Zenith แต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ Zenith เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีชื่อชั้นในด้านเทคนิคอยู่แล้ว จึงถือเป็นแบรนด์ในเครือ LVMH ที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับการเปิดตัวพัฒนาการที่จะนำพาวงการนาฬิกาไปสู่อีกขีดขั้นหนึ่งแห่งความเป็นไปได้ในครั้งนี้

เราต้องไม่ลืมว่า Zenith เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่แข่งกันผลิตเครื่องนาฬิกาโครโกราฟแบบออโต้เป็นรายแรกของโลกในยุคก่อนหน้านี้ ความสำเร็จของ Zenith ในปี ค.ศ. 1969 ก็คือเครื่อง El Primero ซึ่งมีบาลานซ์แบบความถี่ในการแกว่ง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมงหรือ 5 เฮิตซ์ แต่ออสซิเลเตอร์ใหม่นี้ทำงานที่ความถี่สูงกว่าถึงสามเท่าที่ 108,000 ครั้งต่อชั่วโมงหรือ 15 เฮิตซ์

ความเหนือชั้นนี้เองทำให้ Zenith สามารถยกระดับความเที่ยงตรงได้อย่างเหลือเชื่อถึง +/- 0.3 วินาทีต่อวันในเชิงทฤษฎีและ +/- 0.5 วินาทีต่อวันในการผลิตจริง หากจะบวกลบคูณหารดูแล้ว ต่อให้นาฬิการุ่นนี้เดินช้าวันละ 0.5 วินาทีจริงๆ ทุกวันก็จะต้องใช้เวลานานถึง 8 วันกว่าจะหลุดจากเกณฑ์มาตรฐานต่อวันของโครโนมิเตอร์ที่อนุญาตให้นาฬิกาเดินช้าวันละ 4 วินาทีได้ และ Zenith ยังรับประกันความเที่ยงตรงนี้ตลอดช่วง 95% แรกของกำลังลานทั้งหมด 60 ชั่วโมง ใช่แล้ว เครื่องของ Defy Lab นี้ไม่เพียงแค่มีความถี่สูง แต่ยังมีกำลังลานสำรองนานกว่าเครื่อง El Primero เดิมๆ อีกต่างหาก เหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะการใช้พลังงานในระดับที่ต่ำกว่า เพราะบาลานซ์วีลแบบเดิมๆ จะต้องแกว่งเป็นมุมราว 300 องศา แต่ออสซิเลเตอร์ใหม่ของ Zenith นี้แค่กระดิกไปมาในระยะเพียงแค่ 6 องศาเท่านั้น เราจึงเห็นความแตกต่างในเรื่องของพลังงานที่ใช้และเหลืออยู่ได้ทันที

เครื่องรุ่น ZO 342

ณ เวลาที่มีการเปิดตัวนี้ Zenith ผลิต Defy Lab รวมเพียง 10 เรือนและขายล่วงหน้าหมดเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดมีสีหน้าปัด มาร์คเกอร์ เข็มและสายหนังที่ต่างกัน แต่ทั้งหมดใช้ตัวเรือนที่ผลิตจากแอโรนิธเหมือนกัน โดยแอโรนิธนี้เป็นวัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะของ Hublot ที่เป็นอลูมิเนียมคอมโพสิท น้ำหนักจะเบากว่าไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ทนทานต่อการกัดกร่อนและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังด้วยเช่นกัน

ในเรื่องของมาตรฐานต่างๆ นั้น Zenith Defy Lab ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์แล้วโดยหอดูดาวเบซองซงของฝรั่งเศส ไม่ใช่ซีโอเอสซีของสวิตเซอร์แลนด์ คุณสมบัติด้านความทนทานต่อสนามแม่เหล็กนั้นก็สูงกว่าที่กำหนดโดยมาตรฐาน ISO 764 มาก เพราะว่ากันสนามแม่เหล็กได้ถึง 88,000 แอมแปร์ต่อเมตรหรือ 1,100 เกาส์โดยไม่ต้องใช้ตัวเรือนพิเศษซ้อนด้านในเพื่อปกป้องเครื่อง และในเรื่องอุณหภูมินั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ ISO 3159 กำหนด แถมยังทดสอบในช่วงอุณหภูมิที่กว้างกว่าด้วยจาก -7 ถึง +53 องศาเซลเซียส ในขณะที่ตัวมาตรฐานนั้นกำหนดให้ทดสอบในช่วง +8 ถึง +38 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ตั้งแต่อ่านมามีแต่ข้อดีจนดูเหลือเชื่อ อะไรจะดีพร้อมขนาดนั้นและแก้ปัญหาได้หลายด้านขนาดนั้น ถ้าเรามีไทม์แมชชีนเพื่อข้ามไปดูในอนาคตสัก 20 ปีจากนี้ไปได้ก็ดี จะได้เห็นกันไปเลยว่าเทคโนโลยีนี้ไปรุ่งหรือไม่และเพียงใด

สำหรับรุ่นปกตินั้นจะตามมาอย่างเร็วในปี ค.ศ. 2018 และอย่างช้าในปี ค.ศ. 2019 เราได้รับทราบจากการสนทนากับผู้บริหารของเครือว่าออสซิเลเตอร์นี้ในเวอร์ชั่นต่อไปอาจจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กลงก็ได้ (เวอร์ชั่นปัจจุบันมีขนาดกว้างพอๆ กับตัวเครื่อง) และในระยะยาวก็จะมีการใช้เทคโนโลยีนี้ในแบรนด์อื่นๆ ในเครือ ทั้งยังอาจจะขายให้กับแบรนด์นอกเครือได้ใช้ด้วยซ้ำถ้าสนใจในคุณประโยชน์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคตและกลยุทธ์ที่จะต้องดูกันต่อไปยาวๆ

Zenith Defy Lab สีต่างๆ จากในชุดเปิดตัว 10 เรือนแรก

————————————————–

What if we were to tell you that there is an innovative car with control arms, suspension bushes and an anti-roll bar, all bundled into one pliable, durable and maintenance-free unit that will never wear out or come loose?

Well, while the automobile industry has yet to experience such a game changer, the watch world has been given a truly promising innovation that is worth watching out for. After the main launch events in Switzerland and Japan, Zenith has presented their latest and most significant innovation in almost 50 years in Singapore. The new Zenith oscillator replaces the traditional regulator assembly of at least 30 parts. Made of silicon and measuring only 0.5 mm in thickness, this innovation is found first in the brand new, self-winding ZO 342 movement of the Zenith Defy Lab watch.

In theory, this oscillator solves many problems. It nullifies the need to assemble and adjust. And since there is no contact, there will be no friction and wear, hence, no lubrication is required. Zenith also promises insensitivity to temperature, gravity and magnetism.

บรรยากาศงานแถลงข่าวเปิดตัวที่สวิตเซอร์แลนด์

This fruit of labour is credited to LVMH Science Institute – the think tank that synergises expertise from the brands within the group, so this is not strictly the work of Zenith alone. Nevertheless, with its pedigree as a historical and technical brand, Zenith marks the most sensible choice among the LVMH watch brands for the premiere of this breakthrough.

One must remember that Zenith was at the forefront of the race to create the first self-winding chronograph movement. Their milestone success in 1969 included the El Primero whose 36,000 vph frequency translates to 5 Hz. This new oscillator beats three times faster at the frequency of 108,000 vph or 15 Hz.

Given this crucial difference, Zenith can increase the level of accuracy to an astounding +/- 0.3 second on paper or +/- 0.5 second in serial production. If we do the math, it will take eight days for the movement to fall out of the slow side of the chronometer’s daily tolerance of four seconds. And the company guarantees stability of the rate across the first 95% of the 60-hour power reserve. Yes, despite the extremely high frequency, the Defy Lab’s movement offers an even longer power reserve than an El Primero. The reason for this is the lower use of power. A traditional balance swings to an amplitude of about 300 degrees, but Zenith’s new oscillator goes about its duty with a fractional 6 degrees. The benefit is immediately reaped.

At the time of the launch, only 10 Zenith Defy Lab watches in different colours were produced and pre-sold. They have different executions in terms of colours of the skeletonised dial, markers, hands and strap. But they share the same case material in the Aeronith: Hublot’s proprietary aluminium composite material that is anti-allergenic, corrosion resistant and lighter in weight than titanium and carbon fibre.

สังเกตลักษณพื้นผิวตัวเรือนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุแอโรนิธ

In terms of compliance with standards, the Zenith Defy Lab is a chronometer as certified not by the Swiss COSC but the French Besançon Observatory on behalf of the International Bureau of Weights and Measures. The watch exceeds the magnetic criteria of ISO 764 by being resistant to the magnetic force of 88,000 Amperes per metre or 1,100 Gauss without the use of a protective inner case. Its thermal properties are also well within what is required by the ISO 3159 standard, having been tested in the range of -7°C to +53°C whereas the standard testing range spans +8°C to +38°C.

It seems almost too good to be true that one development contains the potential to solve so many problems. We need a time machine to go forward 20 years to see how this technological shift will expand further.

Regular production models will follow as soon as 2018 and certainly no later than 2019. It was revealed in a conversation with the group’s executive that the next version might be even smaller in diameter (the current one is roughly the same size as the movement it is installed on). In the long term, the group will share its use with other internal brands. They will also try to supply this to external brands that wish to benefit from the apparent advantages. But that is another story, and a strategic one at that.

By |2017-12-14T20:44:40+00:00December 14th, 2017|Insights|0 Comments

About the Author: