DUAL CLARITY

นาฬิกามูนเฟสแบบมีลูกเล่นตามสไตล์ที่ไม่เหมือนใครของ Hermès
TEXT: RUCKDEE CHOTJINDA

La Montre Hermès เลือกเทเนริฟในหมู่เกาะคานารีของประเทศสเปนเป็นที่พรีวิวนาฬิการุ่นสำคัญของแบรนด์ในปี ค.ศ. 2019 นี้ให้นักข่าวจำนวนหนึ่งได้ดูเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ต้องเก็บไว้เป็นความลับจนถึงวันนี้ให้ตรงกับวันแรกของงาน SIHH ที่เจนีวา ข้อมูลที่เราได้รับในช่วงเริ่มแรกของนั้นไม่มีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ว่าจะหน้าตาเป็นอย่างไรหรือมีคอมพลิเคชั่นอะไร แต่เมื่อใกล้วันเดินทางก็มีตารางกิจกรรมต่างๆ ออกมาที่เอ่ยถึงดวงจันทร์อยู่หลายครั้งจนเราเดาไปว่านาฬิการุ่นใหม่นี้จะต้องเกี่ยวกับดวงจันทร์ และอาจมีอะไรเกี่ยวพันกับการเดินเรือโดยใช้ดวงดาวเป็นเครื่องชี้นำทางด้วยก็ได้เพราะพาเราไปเกาะ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะ Hermès เป็นแบรนด์นาฬิกาที่นิยมการแฝงอะไรไว้ในรายละเอียดและมักจะมีรูปแบบในการตีความเวลาที่ไม่เหมือนใคร

[ ขบวนรถนักข่าวจากทั่วโลกมุ่งสู่จุดหมายที่อยู่บนเขาสูง ]

ในที่สุดผู้จัดงานก็เก็บงำความลับไว้ได้เป็นอย่างดีจนถึงช่วงเวลาสำคัญ ขบวนรถตู้พานักข่าวจำนวนราว 20 กว่าคนลัดเลาะภูเขาขึ้นไปทีละน้อยผ่านอุทยานแห่งชาติเทเดไปยังหอดูดาวเทเดภายใต้การบริหารงานของสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์แห่งหมู่เกาะคานารี โลเคชั่นสุดเซอร์ไพรส์นี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 2,390 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้จะไม่ใช่หอดูดาวที่อยู่สูงที่สุดในโลกแต่ก็มีคุณสมบัติบางประการที่เป็นพิเศษ ประการแรกก็คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่จึงไม่ค่อยมีแสงรบกวน นักดาราศาสตร์จึงมองลึกเข้าไปในอวกาศได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าในเวลาค่ำคืน และประการที่สองก็ยังเป็นเรื่องทำเลอีกซึ่งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร กล้องโทรทรรศน์ของที่นี่จึงมองไปทางซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ได้ดีพอกัน

[ หนึ่งในหอดูดาวจำนวนมากของสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์แห่งหมู่เกาะคานารี ]

ประเด็นเรื่องซีกโลกเหนือและใต้นี้เองที่เป็นจุดสนใจของ Hermès Arceau L’heure de la lune นาฬิกามูนเฟสคู่ที่แสดงภาพข้างขึ้นข้างแรมได้อย่างสมจริงไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในซีกโลกใดของโลก

[ Hermès Arceau L’heure de la lune รุ่นหน้าปัดหินอุกกาบาตสีดำ ]

ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารดวงเดียวของโลกเราและเป็นสัญลักษณ์สำคัญทั้งในเชิงดาราศาสตร์ วัฒนธรรมและปรัชญาเรื่อยมาตั้งแต่อดีต นี่จึงเป็นโอกาสอันดีให้ Hermès มีบริบทในการพูดถึงเรื่องฟากฟ้าและอวกาศที่อยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึง คุณโลร็อง ดอร์เดท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแบรนด์อ้างอิงถึงคำกล่าวคุณฌอง-หลุยส์ ดูมาส์ที่เคยพูดไว้ว่า “ขอให้เรายืนมั่นอยู่กับพื้นดิน แต่ปล่อยให้ความคิดของเราโลดแล่นไปกับหมู่ดาว” ซึ่งเหมาะมากกับนาฬิการุ่นที่เปิดตัวใหม่นี้ และอย่างที่บอกข้างต้นว่า Hermès มีแนวโน้มในการพลิกแพลงให้เกิดลูกเล่นที่น่าสนใจอยู่แล้ว จะออกนาฬิกามูนเฟสทั้งทีก็ต้องมีอะไรที่แตกต่างเพื่อช่วยเสริมสร้างฐานะและชื่อเสียงของตนในวงการนาฬิกาด้วย จนเป็นที่มาของ Arceau รุ่นใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้

[ ระบบการแสดงค่ามูนเฟสด้วยหน้าปัดคู่ที่โคจรไปรอบหน้าปัดใหญ่ ]

ฟังก์ชั่นมูนเฟสในนาฬิกาทั่วไปมีโครงสร้างง่ายๆ คือมีจานหมุนทรงกลมที่พาดวงจันทร์โคจรไปเรื่อยๆ ให้โผล่ออกมาจากทางด้านหนึ่งของช่องเปิดรูปทรงครึ่งวงกลมแล้วลับหายไปทางอีกฟากหนึ่ง แต่ Hermès Arceau L’heure de la lune รุ่นนี้มีคอนเซปท์ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงด้วยการใช้แผ่นเปลือกหอยมุกทรงกลมสองแผ่นเป็นสัญลักษณ์รูปดวงจันทร์ติดตั้งถาวรที่ตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกาของหน้าปัดหินอุกกาบาตสีดำหรือหน้าปัดแก้วอเวนจูรีนสีน้ำเงิน เหนือขึ้นมาเป็นชุดหน้าปัดคู่ซึ่งทำหน้าที่บอกเวลาและวันที่ซึ่งจะค่อยๆ โคจรในทิศทางตามเข็มนาฬิกาเป็นสเต็ปสั้นๆ วันละหกองศาเพื่อบดบังและเผยให้เห็นดวงจันทร์ตามจังหวะของข้างขึ้นข้างแรมจริง

ภาพของดวงจันทร์ที่เห็นนั้นจะตรงกับที่คนในแต่ละซีกโลกมองเห็น กล่าวคือ คนที่อยู่ในซีกโลกเหนือจะเห็นดวงจันทร์ข้างขึ้นเข้าจากทางด้านขวาและเป็นข้างแรมออกไปทางด้านซ้าย ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในซีกโลกใต้จะเห็นภาพกลับกันคือข้างขึ้นเข้าจากทางด้านซ้ายและข้างแรมออกไปทางด้านขวา สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกับความเป็นจริงก็คือรูปเปกาซัสที่แฝงตัวอยู่บนดวงจันทร์แผ่นของซีกโลกใต้แบบต้องเพ่งถึงจะเห็น แต่เมื่อเห็นแล้วก็ดูมีความล่องลอยชวนฝันในรูปแบบของ Hermès อย่างลงตัว

[ รูปเปกาซัสที่แฝงอยู๋ในดวงจันทร์ ]

ชุดหน้าปัดคู่นี้จะโคจรครบหนึ่งรอบในเวลา 59 วันหรือเทียบเท่าสองรอบเดือนทางจันทรคติซึ่งยาว 29.5 วัน นั่นหมายความว่าหน้าปัดบอกเวลาและหน้าปัดบอกวันที่นี้จะไม่อยู่ซ้ำตำแหน่งเลยในช่วงเวลา 59 วันนี้ ถือเป็นผลพลอยได้ที่ช่วยเสริมความเก๋ให้กับนาฬิการุ่นนี้ ชุดกลไกที่ขับเคลื่อนหน้าปัดคู่ของ Arceau L’heure de la lune นี้เป็นโมดูลสุดอัจฉริยะที่ออกแบบโดย Chronode ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องนาฬิกาโดยเฉพาะและติดตั้งตรงศูนย์กลางของเครื่องนาฬิกา Vaucher ที่มีแบเรลแบบเสริมพิเศษให้มีกำลังลานสำรองสม่ำเสมอแม้ว่าจะต้องใช้พลังงานไปกับการขับเคลื่อนชุดหน้าปัดคู่นี้ก็ตาม

[ กลไกที่ขับเคลื่อนหน้าปัดคู่และเข็มที่อยู่บนหน้าปัดนั้นๆ ]

การตั้งเวลาและวันที่ใช้เม็ดมะยมโดยการดึงออกมายังตำแหน่งที่สามและตำแหน่งที่สองตามลำดับ สำหรับการตั้งมูนเฟสนั้นจะใช้วิธีการกดปุ่มซ่อนที่อยู่บนด้านข้างของตัวเรือนไวท์โกลด์ทรง Arceau ที่เหมาะกับคอมพลิเคชั่นนี้เป็นอย่างมากเนื่องจากมีปริมาตรภายในไม่น้อยแต่ในขณะเดียวกันเมื่อมองจากภายนอกก็ไม่ได้หนาหรือเทอะทะแต่อย่างใด ขนาดตัวเรือนอยู่ที่ 43 มม. แต่ใส่จริงได้ไม่ยากเลย ดังที่จะเห็นได้จากวีดีโอข้างใต้หน้านี้ซึ่งมีนายแบบจำเป็นคือคุณฟิลิป เดโลตาล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาของทางแบรนด์เอง

Hermès Arceau L’heure de la lune เป็นนาฬิการุ่นใหม่ของปี ค.ศ. 2019 ที่ตอกย้ำความจริงจังของ La Montre Hermès ที่มีต่อศิลป์และศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา (หรือจะเรียกว่าศาสตร์และศิลป์ก็สุดแล้วแต่มุมมองของคุณ) ในเวลานี้นาฬิการุ่นดังกล่าวมีผลิตสองรูปแบบด้วยกัน เป็นชุดอย่างละ 100 เรือน ได้แก่ รุ่นพื้นหน้าปัดหินอุกกาบาตสีดำและชุดหน้าปัดคู่แลคเกอร์สีเทา และรุ่นพื้นหน้าปัดแก้วอเวนจูรีนสีน้ำเงินและชุดหน้าปัดคู่แลคเกอร์สีขาว ขณะนี้ทางแบรนด์ยังไม่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับหน้าปัดหรือตัวเรือนวัสดุอื่นๆ ที่อาจจะออกตามมาหลังจากนี้ แต่เราเองก็คิดไปไกลถึงว่าเขาจะทำอะไรกับหน้าปัดคู่นั้นได้อีกบ้าง ถ้าไม่บอกวันที่แล้วจะใช้แสดงค่าอะไรได้อีกบ้าง อันนี้ก็สุดแล้วแต่เขาเลย เรามารอดูกันต่อไปได้

[ Hermès Arceau L’heure de la lune รุ่นหน้าปัดแก้วอเวนจูรีนสีน้ำเงิน ]

————————————————–

La Montre Hermès chose the Canarian island of Tenerife as a location for the preview of their key 2019 timepiece last October (with embargo in place until today, the first day of SIHH). Upon receiving the invitation, with zero clue given about the product, my brain raced to imagine what the watch may look like or what complication it may offer. For a moment, I guessed that it must have something to do with the sea. But nearer to the travel date, the trip’s itinerary was shared and there were several mentions of the moon. So maybe something about that, and maritime navigation? After all, this is Hermès: a maison rich with details, idiosyncrasy and fantasy; a watchmaker known for their different vision of time.

Suspense was maintained until the day of the revelation. About two dozens journalists made the scenic journey in multiple vans through the Teide National Park and up the narrow and winding roads towards a surprise location: Observatorio del Teide or the Teide Observatory under the management of Instituto de Astrofisica de Canarias. Located at the summit of 2,390 metres from sea level, it is not the highest observatory in the world, but it has its own unique properties. Firstly, the distance from big cities translates to relative freedom from light pollution which allows the astronomers to see better into the skies at night. Secondly, the comparative proximity to the equator means the telescopes here can see as far into the northern hemisphere as into the southern hemisphere.

This duality or equal attention both realms is reflected in the Hermès Arceau L’heure de la lune, a moon phase watch with not one but two moons for the correct depiction of the earth’s only natural satellite, regardless of your geographical vantage point in the world.

The moon is an astronomical, cultural and even philosophical object. For Hermès, this is the perfect pretext to talk about the skies and the realm beyond. Chief Executive Officer Laurent Dordet quoted Jean-Louis Dumas as having once said, “Having the feet on the ground and the head in the stars.” The message is certainly relevant here. And as mentioned earlier, Hermès is known for their playful twists on watchmaking, so to release a straightforward moon phase watch would not contribute to the enhancement of their position within the industry. They need to create something with flair and punch like this new Arceau.

Unlike conventional moon phase indication with a half-circle shaped window to reveal the moon on a moving disc below, this novelty takes a totally different approach. Two mother-of-pearl discs are affixed to the 12 and the six o’clock positions on either the black meteorite dial or the blue aventurine glass dial. These are stationary and totally visible on the full moon day. Then, they would gradually become obscured by a pair of floating time and date dials which move in the clockwise direction at the pace of roughly six degrees per day, transforming the visible part of the mother-of-pearl discs into the waning gibbous, the third quarter, the waxing crescent, and so forth. On the day of the new moon, the mother-of-pearl discs are hidden completely, only to reappear bit by bit as the floating dials continue their journey on subsequent days.

The graphical illustration of the moon here follows the phenomenon visible to the naked eyes of people in the different parts of the world. Those in the northern hemisphere would see the moon waxes and wanes from right to left. On the contrary, residents of the southern hemisphere would see the opposite with the left side of the moon lit first and the right side last. The only deviation from reality is the subtle depiction of the Pegasus, a recurring Hermès motif, on the moon disc for the southern hemisphere.

One complete revolution of the planetary dials around the circular stage takes 59 days or two lunar months of 29.5 days each. This arrangement also means that the time and date dials will never appear at the same position on the watch within this 59-day cycle – a by-product which adds to the whimsiness of the watch. The unique moon phase display of this Arceau L’heure de la lune watch is made possible by an innovative module with hidden gearing system to magically drive all hands on the floating dials. Developed in collaboration with movement specialist Chronode, this centrally-mounted rotary device is mated to the Vaucher movement with a reinforced barrel to ensure regular level of power reserve, despite the energy required to drive the entire double-arm assembly.

To set the indications, one uses the crown at the third and the second positions to set the time and the date, respectively. Correct phase of the moon is then set using a recessed corrector on the side of the white gold case. Speaking of which, the Arceau case design was a natural choice for this double moon and planetary dials complication as it can be voluminous when needed without looking bulky. The Arceau L’heure de la lune measures 43 mm in diameter but can be worn comfortably as demonstrated by Creative and Development Director Philippe Delhotal in the video at the bottom of this page.

This latest novelty for SIHH 2019 is another illustrious example of how dedicated La Montre Hermès is to the art and science of watchmaking (or science and art, whichever you prefer). For the time being, the model is released as two versions of 100 pieces each: a black meteorite base dial reference with grey lacquer planetary dials, or, a blue aventurine glass base dial reference with white lacquer planetary dials. While nothing is hinted by the brand at this moment, we can reasonably expect further variations of the materials for the dial and the case down the road. Who knows, we may even see a different indication other than the date on one of those moving dials. A few logical choices come to the mind already!

By |2019-01-14T12:49:08+00:00January 14th, 2019|Insights|0 Comments

About the Author: