NAME OF THE GAME

เส้นทางของ Grand Seiko เมื่อประกาศตนเป็นแบรนด์อิสระจาก Seiko อย่างเป็นทางการ
WORDS: RUCKDEE CHOTJINDA

ปีนี้ Seiko มีเซอร์ไพรส์ที่งาน Baselworld ด้วยการประกาศว่าจากนี้ Grand Seiko จะไม่เป็นเพียงคอลเลคชั่นระดับไฮเอ็นด์ของ Seiko อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นแบรนด์อิสระขึ้นมาเลย เดิมทีนั้นนาฬิกา Grand Seiko จะมีโลโก้ Seiko ที่ตำแหน่งใต้ 12 นาฬิกา และมีตรา GS พร้อมคำว่า Grand Seiko เหนือตำแหน่งหกนาฬิกา แต่นาฬิกา Grand Seiko ที่ผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปจะไม่มีโลโก้ Seiko แล้ว เพื่อหลีกทางให้ชุด GS และ Grand Seiko เลื่อนขึ้นมาแทนที่


บรรยากาศห้องแถลงข่าวของ Seiko

ห้องแถลงข่าวนั้นปิดไฟมืดอยู่ก็จริง แต่เราก็เห็นว่าคนเหมือนจะหันไปมา คุยกับคนข้างๆ พลางมองภาพบนจอ ก็จะให้ไม่คุยกันได้อย่างไรในเมื่อเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ Seiko เป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งมายาวนาน อายุนับจนถึงปัจจุบันก็ 136 ปีแล้ว เป้าหมายสำคัญแต่เริ่มแรกคือความเที่ยงตรง เพราะชื่อ Seiko นั้นก็มาจากคำว่า “seikosha” ในภาษาญี่ปุ่นซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “สำนักแห่งความเที่ยงตรง” อยู่แล้ว สำหรับ Grand Seiko นั้นก็เป็นไลน์นาฬิกาที่เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1960 ด้วยแนวคิดแห่งการพัฒนาอันไม่หยุดยั้งของ Seiko ที่จะให้เรือนเวลาของตนมีความประณีตในระดับโลก ควบคู่ไปกับความเที่ยงตรงที่มีสูงอยู่แล้วด้วย แต่กว่าที่จะมีการขาย Grand Seiko ในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นทางการนั้นเวลาก็ล่วงเลยมาถึงปี ค.ศ. 2010 แล้ว

ท่านประธานชินจิ ฮัตโตริ กล่าวในโอกาสแถลงการณ์ดังกล่าวนี้ว่า “จากนี้ไป Grand Seiko จะมีชีวิตเป็นอิสระอย่างแท้จริง และจะเริ่มออกเดินทางครั้งใหม่ด้วยตนเอง ผมมีความตั้งใจที่จะทำให้ Grand Seiko มีความเป็นเลิศในการประดิษฐ์นาฬิกาในระดับที่สูงกว่าเดิม และประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้นี้”

หากถามว่าทำได้ไหมก็คงต้องตอบว่าน่าจะทำได้ ผมเองเฝ้าสังเกตความเป็นไปของ Grand Seiko มาหลายปีแล้ว และก็มีอยู่ในครอบครองหนึ่งเรือนเช่นกัน เรียกว่าคลุกคลีอยู่ด้วยมาเรื่อยๆ จนเห็นได้ชัดว่ามีคนเล่นนาฬิกาจำนวนมากที่ชื่นชม Grand Seiko นักสะสมนาฬิกาที่ตัดสินใจซื้อ Grand Seiko ก็เพราะประทับใจในความประณีตและคุณสมบัติอื่นๆ ในเชิงวิศวกรรม โดยมากก็ย่อมเป็นคนที่ไม่สนว่าใครจะมองว่าตนใส่ของแพงหรือถูกอย่างไรก็ตาม และก็มีคนที่สนใจ Grand Seiko แต่ตัดสินใจไม่ซื้อด้วยหนึ่งหรือสองเหตุผลหลัก เหตุผลแรก คือ ยังไม่พร้อมจ่ายเงินจำนวนมากเท่านี้เพื่อซื้อนาฬิกาญี่ปุ่น เหตุผลที่สอง คือ เขารู้สึกตะขิดตะขวงว่าจ่ายมากกว่า Seiko เป็น 10 เท่าแล้ว แต่บนหน้าปัดยังคงเป็นโลโก้ Seiko อยู่ ดังนั้นการรีแบรนด์ในครั้งนี้น่าจะแก้ปัญหาให้กับกลุ่มที่ติดอยู่ในกรอบของเหตุผลข้อที่สองนี้ได้ ส่วนใครที่ติดเหตุผลข้อที่หนึ่งนั้นก็ควรจะไปซื้อแบรนด์อื่นมากกว่าเพื่อความสบายใจของตน อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่า “Grand Seiko ไม่ใช่นาฬิกาสำหรับทุกคน และทุกคนไม่จำเป็นต้องมี Grand Seiko เพื่อจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักสะสมนาฬิกา

Grand Seiko SBGW252

เพื่อให้สอดรับกับการตั้ง Grand Seiko เป็นแบรนด์อิสระในครั้งนี้ ทางบริษัทจึงเปิดตัวนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นเป็นชุดเลย ได้แก่ SBGW251 เป็นแพลทตินัมจำนวน 136 เรือน SBGW252 เป็นเยลโลว์โกลด์จำนวน 353 เรือนและ SBGW253 เป็นสเตนเลสสตีลจำนวน 1,960 เรือน นาฬิกาทั้งสามรุ่นนี้เป็นการถอดแบบมาจากนาฬิกา Grand Seiko รุ่นแรกที่เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 1960 แต่ขยายขนาดให้ดูร่วมสมัยมากขึ้นเป็น 38 มม. เป็นนาฬิกาสามเข็มเกลี้ยงๆ ไม่มีวันที่ไม่มีฟังก์ชั่นพิเศษอะไรแต่เรียกเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างมากและมียอดจองถล่มทลายตั้งแต่ยังไม่ประกาศราคาเป็นบาท ทั้งสามรุ่นนี้ใช้เครื่องไขลานรหัส 9S64 ซึ่งปรับแต่งให้มีความเที่ยงตรงสูงระดับ +5/-3 วินาทีต่อวัน เรื่องการขัดแต่งไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าต้องเนี้ยบสุดตามแบบฉบับของ Grand Seiko อยู่แล้ว

แต่เชื่อว่าดูอย่างนี้แล้วบางคนอาจจะยังไม่ตื่นเต้นเพราะว่าเป็นนาฬิกาเดรสสไตล์วินเทจ มีความเป็นคุณลุงอยู่เบาๆ อันนี้เราเข้าใจได้เพราะแนวการซื้อนาฬิกาของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เราจึงขอนำเสนอ Grand Seiko สไตล์สปอร์ตด้วยจากคอลเลคชั่น Black Ceramic เพื่อเอาใจหนุ่มๆ โดยเฉพาะ



Grand Seiko SBGC219

ใครที่ติดตาม Grand Seiko มาเรื่อยๆ จะทราบว่าเมื่อปี ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมานั้น Grand Seiko มีปล่อยนาฬิกาในตระกูล Spring Drive จำนวนสี่รุ่น ตัวเรือนเป็นการผสมผสานระหว่างเซรามิกและไทเทเนียมความหนาแน่นสูง แต่สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้ ในปีนี้จึงได้มีการผลิตนาฬิกาในลักษณะเดียวกันแต่มีสายที่ประกอบด้วยเซรามิกและไทเทเนียมแบบเต็มยศ อย่างเช่น Grand Seiko Spring Drive Chronograph GMT SBGC219 รุ่นนี้ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวนเพียง 500 เรือนเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าจะเห็นว่าตัวเลขสเกล 24 ชั่วโมงของระบบบอกเวลาในประเทศที่สองถูกย้ายมาไว้บนขอบหน้าปัดแทนและเข็มจีเอ็มทีได้รับการออกแบบใหม่ให้ยาวจนจรดขอบหน้าปัดเพื่อความสะดวกในการอ่านค่านี้ ในขณะที่ขอบตัวเรือนก็มีสเกลแทคคิมิเตอร์เพิ่มเข้ามาจนได้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่จุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากรุ่นที่ไม่ใช่ลิมิเต็ดก็คือการใช้หลักชั่วโมงและเข็มบอกเวลาเป็นสีโรสโกลด์ และถือเป็นครั้งแรกที่มีการจับคู่สีโรสโกลด์เช่นนี้กับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ Grand Seiko ด้วย


ด้านหลังของ Grand Seiko SBGC219

ตัวเรือนเซรามิก-ไทเทเนียมของ SBGC219 มีขนาด 46.4 มม. และหนาสมส่วน 16.2 มม. จึงใส่แล้วเต็มข้อแบบไม่ต้องสงสัย ไม่มีใครบ่นว่าเล็กเกินไปแน่นอน บางคนอาจใส่แล้วใหญ่เกินไปด้วยซ้ำ โครงสร้างสายนาฬิกามีความแยบยลตรงที่ Grand Seiko เลือกให้ชิ้นกลางของข้อสายที่เป็นเซรามิกขัดเงานั้นมีความหนาสูงกว่าส่วนที่เป็นไทเทเนียมทางด้านข้าง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเซรามิกมีความทนทานต่อการขูดขีดมากกว่า การออกแบบเช่นนี้จึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดการขูดขีดบนสายส่วนที่เป็นไทเทเนียมได้โดยปริยาย ความเที่ยงตรงก็จะสูงมากเป็นพิเศษเพราะเป็นเครื่องแบบ Spring Drive ไม่ใช่เครื่องนาฬิกาแบบจักรกลปกติ จากสเปคระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ +0.5/-0.5 วินาทีต่อวันหรือรวมทั้งเดือนแล้วไม่เกิน 10 วินาที พร้อมตอกย้ำความเที่ยงตรงในระดับเหนือชั้นด้วยเหรียญตรารูปสิงโตที่เป็นโรสโกลด์ 18 กะรัตบนโรเตอร์ของเครื่องรุ่น 9R96 ซึ่งมีกำลังลานสำรอง 72 ชั่วโมงรุ่นนี้

หากใครสนใจนาฬิกา Grand Seiko แบบแยกแบรนด์เต็มภาคภูมิเช่นนี้แล้วก็รอชมกันได้ที่งาน Siam Paragon Watch Expo ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม ไม่แน่อาจจะมีดีลเด็ดๆ ด้วย อันนี้ต้องสอบถามกับทาง Trocadero Group ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ระหว่างนี้เราขอปิดท้ายด้วยวีดีโอโปรโมท Grand Seiko ที่ทางญี่ปุ่นผลิตอย่างสวยงามและเอาขึ้นไปฉายเป็นโฆษณาบนรถรางสายต่างๆ ในเมืองบาเซิลของสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงงาน Baselworld ดูด้วย ไม่รู้ว่าฝรั่งดูแล้วอึ้งมากหรืออึ้งน้อยอย่างไร รู้แต่ว่าเราเองในฐานะคนที่ชอบ Grand Seiko อยู่แล้วพอดูไปก็เหมือนสะกดจิตเบาๆ เหมือนอยากได้จีเอ็มทีอีกเรือนอย่างไรก็ไม่รู้ (ความรู้สึกส่วนตัวเพียวๆ)

————————————————–

Seiko made a surprise announcement this year: beginning from now, Grand Seiko will cease to be a high-end collection of Seiko, and instead become a full-fledged brand of its own. Traditionally, a Grand Seiko watch would display the regular “Seiko” logo under the 12 o’clock position, with the “GS” emblem and “Grand Seiko” inscription above the six o’clock position. However, on new Grand Seiko watches from 2017 onwards, the Seiko logo is omitted, making way for the ascent of the “GS” and “Grand Seiko” ensemble.

Muted conversations were heard amongst the audience — rightfully so as this marked a major move by the 136-year-old Japanese firm. Seiko has been focused on precision from the beginning – its name is derived from “seikosha” or “house of precision” in the Japanese language. The Grand Seiko was conceived in 1960 as a natural evolution for such a progressive brand. The ambition was clear and that was to build a watch with world-class finishing to go with its high accuracy. It was not until 2010 though that the special line was marketed internationally.

In his own words, President and Chief Executive Officer Shinji Hattori, said, “From today, Grand Seiko lives a truly independent life and sets out on a new journey. My intention is that, in the coming years, Grand Seiko will scale new heights of watchmaking excellence and commercial success.”

That is both possible and likely. As an observer of many years (and an owner of one), I can sense that a lot of people are enamoured by Grand Seiko. Watch collectors buy Grand Seiko watches for the craftsmanship and engineering values they represent, mostly without concern about impressing others or being judged in terms of wealth. The ones who are interested in but stopped short of buying a Grand Seiko have either one or both of two complaints. First, they are not thrilled by the idea of paying a relatively large sum for a Japanese watch. Second, they do not want to pay almost 10 times more than a Seiko, only to have “Seiko” remain on the dial. The current rebranding program should at least resolve this second psychological barrier, while buyers with the first issue should be spending elsewhere. As I said in an earlier post, “Grand Seiko is not a watch for everyone, and not everyone has to own a Grand Seiko to call themselves collectors”.

Having discussed strategies and all, let us proceed to the equally important subject of novelties. A number of limited edition models were introduced to coincide with this rebranding effort, including the trio of SBGW251 (136 units in platinum), SBGW252 (353 units in yellow gold) and SBGW253 (1,960 units in stainless steel). All three take after the aesthetics of the very first Grand Seiko watch unveiled in 1960, but enlarged to a more contemporary size of 38 mm. The simple three-handers encompass no special function, but they nonetheless spurred so much discussion and attracted an overwhelming level of bookings even before the prices in the Thai currency were finalised. The movement used is the hand-winding Calibre 9S64, adjusted to the accuracy range of +5/-3 seconds per day. And the finishing, of course, reflects the impeccable standard to be expected from a Grand Seiko.

If you feel that the overall vintage aesthetics is too mature for your liking, that is perfectly all right. Watch purchasing should be all about diversity anyway. And Grand Seiko has sportier options in their Black Ceramic collection.

Those who have been following Grand Seiko would have seen four special watches with the Spring Drive movement in a case of ceramic and high-density titanium; they were introduced with an alligator leather strap. This year, similar watches are made available with a bracelet of ceramic and titanium as well, including the Grand Seiko Spring Drive Chronograph GMT SBGC219, a limited edition of only 500 units. On the 2017 models, the 24-hour scale for the second time zone is relocated to the dial flange, and the GMT hand is made longer to facilitate quick reading. A tachymeter provided on the bezel enhances the sportive feel considerably. This limited edition model is distinguished by the use of hour markers and hands in a rose gold colour – marking the first time the hue is used in combination with Grand Seiko’s signature dark blue dial.

The ceramic-titanium case of SBGC219 measures 46.4 mm and is commensurately thick at 16.2 mm. There is no doubt it will maintain a commanding presence on the wrist. Nobody should be able to say that it is too small, as it may already be too large for many wearers. If you look closely at the bracelet, you will see that the centre piece of the links in polished ceramic are executed in such a way that they sit higher than the titanium parts on the sides. This is intentional as ceramic is more resistant to scratches, and such a design would invariably reduce the chances of scratching the titanium. Accuracy is especially high as well, with this being a Spring Drive movement, not a regular mechanical one. The specification suggests that it can be as precise as +0.5/-0.5 second per day, or a total monthly deviation of no more than 10 seconds. Such timekeeping excellence is reflected by the 18-karat rose gold lion emblem on the winding rotor of the Calibre 9R96 movement with a 72-hour power reserve.

Customers interested in seeing full-fledged Grand Seiko watches should visit the Siam Paragon Watch Expo from 24 July to 15 August. There may be some interesting deals but it is best to check with Trocadero Group directly as they are the retailer in Thailand. For now, allow me to close with this beautifully produced promotional video by Grand Seiko in Japan. It was shown on the trams of Basel in Switzerland during the days of the Baselworld fair. I am not sure how much of an impression it made on the locals but for me, a Grand Seiko enthusiast, the lightly hypnotic video certainly inspired me to want to spend a bit more on another GMT watch – definitely an occupational “hazard” in this profession.

 

By | 2017-07-13T13:12:14+00:00 July 13th, 2017|Insights|0 Comments

About the Author: