A QUESTION OF CALIBRE

WORDS: SU JIA XIAN

ความนิยมที่ผู้ซื้อมีให้กับเครื่องอินเฮ้าส์นั้นเป็นกระแสที่เกิดขึ้นค่อนข้างใหม่  เพราะแต่เดิมอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสก็พึ่งพาการผลิตแบบเป็นซัพพลายเชนอยู่แล้ว โดยมีเวิร์คช็อปน้อยใหญ่ที่ผลิตเฉพาะชิ้นส่วนที่ตนถนัดเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานของแบรนด์ใหญ่ บ้างก็ผลิตเฉพาะสกรูว์และเฟืองต่างๆ บ้างก็ผลิตเครื่องเปล่าแบบไม่มีเอสเคปเมนท์ บาลานซ์และเมนสปริง มีทั้งที่ชื่อดังอย่าง LeCoultre และ Valjoux หรือชื่อที่คนอาจไม่คุ้นเท่า เช่น Victorin Piguet และ A. Schild จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบนาฬิกาที่จะนำเอาชิ้นส่วนต่างๆ มารวมกันแล้วติดตั้งหน้าปัดและเข็มก่อนบรรจุลงตัวเรือนจนเสร็จเป็นนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ

แต่แล้วโครงสร้างนี้ก็ค่อยๆ ถูกสลายไปในยุคศตวรรษที่ 20 เมื่อแบรนด์นาฬิกาสวิสเริ่มใช้เทคนิคการผลิตเช่นเดียวกันกับของทางฝั่งอเมริกันซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในด้านการผลิตนาฬิกาแบบมาสโปรดักชั่น นอกจากนี้ธุรกิจนาฬิกาสวิสเองก็ยังต้องควบรวมกันเพราะสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในอดีตแล้วตามด้วยวิกฤตการณ์ควอตซ์บุกตลาดในช่วงทศวรรษที่ 1970 จนทำให้บริษัทต่างๆ ลดจำนวนลงไปเป็นอย่างมาก

Zenith เป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมที่ดียิ่ง ในยุคทศวรรษที่ 1920 นั้น Zenith เป็นผู้ผลิตนาฬิการายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ มีการผลิตในรูปแบบเวอร์ติคอลอย่างชัดเจน ปีๆ หนึ่งมีนาฬิกาออกมาหลายแสนเรือน แต่พอถึงปี ค.ศ. 1969 ตอนที่เปิดตัวเครื่องโครโนกราฟ El Primero นั้นก็ถือว่าเลยยุคทองของ Zenith ไปแล้ว Zenith ค่อยๆ ดูศักดิ์สิทธิ์น้อยลงตามลำดับ จนพอถึงยุคทศวรรษที่ 1990 Zenith ก็เอาแต่ผลิตเครื่อง El Primero ส่งให้กับแบรนด์ต่างๆ อย่างเช่น Rolex และ Ebel จนถึงจุดหนึ่งที่จำนวนเครื่อง El Primero ในนาฬิกาแบรนด์ต่างๆ รวมกันมีมากกว่าในนาฬิกา Zenith เองเสียอีก

ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นผลพวงมาจากวิกฤตการณ์ควอตซ์ซึ่งทำให้ผู้ผลิตเครื่องนาฬิกาหลายรายต้องล้มหายตายจากไป มีทั้งที่เลิกกิจการไปเลยและทั้งที่ต้องถูกกลืนกินโดยคู่แข่งที่มีกำลังสูงกว่า

แต่วันนี้ตาลปัตรได้ถูกกลับอีกครั้ง Zenith มีกำลังเหลือหลายในการผลิตเครื่องใช้เองและให้บริษัทแบรนด์พี่แบรนด์น้องในเครือ LVMH อย่างเช่น Hublot, TAG Heuer และ Bulgari ได้ใช้ แบรนด์อื่นๆ ก็มีการลงทุนในการขยายศักยภาพการผลิตของตนเช่นกันหลังจากที่ Swatch Group ประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2002 ว่าจะเลิกส่งชิ้นส่วนเครื่องและตัวเครื่องนาฬิกาให้กับแบรนด์นอกเครือ ที่ผ่านมาแม้จะมีการอุทธรณ์ต่างๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล ปัจจุบันชัดเจนแล้วว่าในที่สุด Swatch Group ก็จะหยุดส่งของอย่างแน่นอน

ก่อนจะถึงวันนั้นแบรนด์นาฬิกาทั้งหลายจึงต้องเร่งสร้างโรงงานและเครื่องนาฬิกาของตนเองไว้ใช้ หรือไม่ก็ต้องใช้เครื่องจากบริษัทอย่างเช่น Sellita ซึ่งผลิตเครื่องเทียบเคียงเครื่อง ETA ได้อย่างเหมาะเจาะ แต่ในที่สุดสำหรับทุกแบรนด์ก็ย่อมต้องหวังจะผลิตเครื่องอินเฮ้าส์ไว้ใช้เองทั้งสิ้น

ในแวดวงนาฬิกาก็พูดกันไปว่าเครื่องอินเฮ้าส์นั้นดีกว่าเครื่องที่ซื้อจากคนอื่นมาใช้ เรื่องไม่โหลเท่านั้นก็แน่นอนล่ะ แต่เรื่องที่ว่าดีกว่าก็ไม่ใช่ว่าจะดีกว่าเสมอไป เครื่องนาฬิกาก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องกล ดังนั้นก็ไม่ต่างจากรถที่ยิ่งผลิตมากก็ยิ่งชัวร์และยิ่งมีความน่าเชื่อถือสูง ที่ผ่านมาเครื่องจาก ETA มีการส่งออกไปให้กับแบรนด์ต่างๆ เป็นจำนวนมากที่สุดดังนั้นในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ความทนทานและความสะดวกในการบำรุงรักษาจึงเหนือใคร เครื่องอินเฮ้าส์ที่พอจะเทียบได้ในแง่ของปริมาณและความน่าเชื่อถือนั้นมีไม่มากหรอกครับ ยกตัวอย่างก็คงจะต้อง Rolex นั่นแหละ เป็นต้น

หากมอง Breguet ก็จะพบว่าแต่เดิมก็พึ่งผู้ผลิตเครื่องที่ชื่อ Nouvelle Lemania อยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ก็รวมกิจการกันไปจนเรียกเป็น Manufacture Breguet ได้  ทางฝั่ง Richemont Group ก็มีบริษัทชื่อ ValFleurier ทำหน้าที่พัฒนาและผลิตชิ้นส่วนเครื่องหรือตัวเครื่องทั้งเครื่องโดยสมบูรณ์ให้กับแบรนด์ต่างๆ ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น Cartier, Piaget หรือ Panerai อันจะเห็นได้ว่าเครื่องของแบรนด์เหล่านี้บางรุ่นดูมีลักษณะทางด้านเทคนิคที่คล้ายกันจนพอจะเดาที่มาได้ว่าก็คือที่เดียวกันนั้นเอง

เรื่องนี้จะหาคำตอบแบบขาวและดำ ไม่เทา มันยากครับ แต่ผมอยากชูประเด็นว่าเครื่องมาจากไหนไม่สำคัญเท่ากับเครื่องมีประสิทธิภาพดีเพียงใด หากเป็นเครื่องที่มีฟรีสปรังบาลานซ์ก็คงจะพอบอกได้ว่าเป็นเครื่องที่มีชั้นเชิงสูงกว่า หรือหากมีการขัดแต่งลวดลายสไตรปิ้งหรือมีการลบเหลี่ยมก็จะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความพยายามในการขัดแต่ง

เครื่องนาฬิกาที่มีประวัติและจัดได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการนาฬิกาบางรุ่นก็เป็นเครื่องที่ผู้ผลิตนั้นผลิตให้กับแบรนด์อื่นใช้ ยกตัวอย่างเช่นเครื่อง Frederic Piguet 1185 ซึ่งเป็นเหมือนรากฐานให้กับเครื่องโครโนกราฟในปัจจุบันหลายรุ่นด้วยคุณสมบัติอย่างเช่นเวอร์ติคอลคลัทช์ วันพีซรีเซ็ทแฮมเมอร์และคอลัมน์วีล ปัจจุบัน Frederic Piguet เป็นส่วนหนึ่งของ Blancpain แล้วแต่ยังคงมีใช้ในแบรนด์อย่างเช่น Audemars Piguet และ Vacheron Constantin ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพของเครื่องลดลงแต่อย่างใด

เครื่อง Zenith El Primero ก็เป็นเครื่องโครโนกราฟซึ่งเป็นที่นิยมมากเช่นกัน นอกจากเป็นเครื่องโครโนกราฟแบบขึ้นลานอัตโนมัติรุ่นแรกๆ ของโลกแล้วยังคงเป็นรุ่นดั้งเดิมเพียงรุ่นเดียวที่ยังผลิตมาจนถึงทุกวันนี้ การได้ใช้เครื่อง El Primero ก็เหมือนเป็นเกียรติให้กับนาฬิการุ่นนั้นๆ จึงเป็นเหตุให้แบรนด์ต่างๆ ประกาศชัดเจนว่านาฬิการุ่นนี้ใช้เครื่อง El Primero นะ ไม่ใช่มีเพียง Zenith เท่านั้นที่จะโฆษณาถึงความพิเศษดังกล่าว

ความขลังของเครื่องอินเฮ้าส์อยู่ที่ว่ามันแลดูมีจำนวนน้อยกว่าและโดยคำจำกัดความแล้วก็ต้องเป็นอะไรที่แบรนด์นาฬิกานั้นๆ ผลิตใช้เอง พอผู้บริโภคชอบประเด็นนี้ทางแบรนด์ก็เลยพลอยชอบไปด้วย แต่การนิยามคำว่าอินเฮ้าส์ทุกวันนี้ก็ช่างทำได้ยากเสียเหลือเกิน แบรนด์บางแบรนด์เป็นอินเฮ้าส์แบบไร้ข้อครหา เช่น Rolex และ Seiko แต่สำหรับแบรนด์อื่นๆ บางทีนั้นคำว่าอินเฮ้าส์มันก็ดูมึนๆ นัวๆ คลุมเครือเหมือนไม่เคลียร์คัทนิดนึง และยิ่งใช้คำว่าอินเฮ้าส์กันแบบหลวมๆ และพร่ำเพรื่อกันไปก็เลยยิ่งเสียความขลังไปอีกเล็กน้อย

เครื่องอินเฮ้าส์หากเป็นแบรนด์เล็กและยิ่งผลิตน้อยเพียงใดก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดปัญหามากกว่าเครื่องที่ผลิตเป็นจำนวนมากๆ ดังนั้นขอบอกชัดๆ อีกทีว่าเครื่องอินเฮ้าส์ไม่ได้เป็นการการันตีถึงคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด เครื่องอินเฮ้าส์อาจเดินไม่ตรงเลยก็ได้ในขณะที่เครื่อง ETA 2892 แบบพื้นๆ สามารถเดินตรงแบบได้โล่กับเขาเหมือนกันครับ

 

ÎÄ–

 

03

An in-house movement is not necessarily superior to one that is sourced externally because quality stems from inherent virtues, not just production origin.

In-house movements in watchmaking are a relatively new phenomenon, despite the frequency and authority with which the term is bandied about. Historically, the Swiss watch industry was heavily segmented all along the supply chain, a cottage industry of workshops big and small. Watch movements started with the constituent components. Specialists who focused on a particular part and nothing else made the screws, gears, levers and so on. Ebauches, movements blanks sans escapement, balance and mainspring, were produced by movement makers like LeCoultre, Valjoux, and also less familiar names like Victorin Piguet and A. Schild. An etablisseur, or assembler, would then finished these components, assemble them, add the dial, hands and case, resulting in a timepiece.

But over the course of the 20th century, this structure was gradually broken down. Swiss firms imported manufacturing techniques from American watchmakers, pioneers in the field of mass-producing timepieces. And the industry itself underwent consolidation, first during the Great Depression, which forced firms to merge, combining Omega and Tissot for instance. And then the Quartz Crisis in the 1970s compelled an even more drastic whittling down of the industry.

Zenith illustrates the evolution of the industry perfectly. By the 1920s, Zenith was one of the biggest watchmakers in Switzerland, significantly vertically integrated with an annual output in the hundreds of thousands. But by 1969, the year Zenith unveiled its El Primero chronograph movement, its best days were behind it. Then began a long fall from grace. By the 1990s, Zenith was busy supplying the El Primero to a long list of brands, most notably Rolex and Ebel. In fact, there were more El Primero movements in other brands’ timepieces than Zenith’s own.

This was an aftereffect of the Quartz Crisis, which saw many of the movement makers disappear, either into liquidation or the arms of a stronger rival.

Today, the pendulum has swung in the opposite direction. Zenith has insufficient capacity to produce enough movements for itself, and its sister companies in the LVMH stable, namely Hublot, TAG Heuer and Bulgari. Many brands have invested heavily in vertical integration, spurred on by the announcement in 2002 by the Swatch Group that it would stop supplying components and movements to brands outside the group. That decision has been challenged and appealed numerous times over the years, but it is now
certain that the Swatch Group will eventually stop supplies.

In the mean time, however, brands have been busy creating their own factories and movements. There have even been companies like Sellita that created perfect substitutes for ETA calibres. But an in-house movement still remains the holy grail of most brands. In-house movements are touted as being mysteriously superior to outsourced movements. While they are certainly less common, their superiority is no sure thing.

Being a mechanical product, a watch movement is more reliable the larger the volume of production is, just as it is with an automobile. ETA, the most common supplier of movements to the Swiss watch industry, is the biggest movement maker in Switzerland. Its products have an unparalleled record of reliability, robustness and ease of servicing. There are few in-house movements –Rolex ones being a notable exceptions – with comparable volumes and reliability. But in-house movements do offer an aura of exclusivity, since they are, by definition, proprietary to the brand. This is what makes them desirable to a brand, since it in turn becomes desirable for the consumer. But the definition of what makes an in-house movement is fuzzy.

Some brands are unquestionably in-house when it comes to their movements. Rolex and Seiko are obvious contenders. For many other brands, the definition sometimes blurs around the edges, or stretched and massaged into shape. Because of the looseness and frequency of the in-house appellation, its value has been somewhat diluted.

Breguet, for instance, long relied solely on movement maker Nouvelle Lemania for its movements. But now Lemania is known as Manufacture Breguet. The Richemont Group, on the other hand, has an entity known as ValFleurier that carries out development and manufacturing of parts and whole movements for brands across the group like Cartier, Piaget and Panerai. As a consequence, the movements of these brands share uncannily similar technical features, leaving no doubt as to their common origins.

There are no clear answers here. What is relevant to the consumer is less the origins of a movement design, but rather its inherent qualities. Technical features like a free-sprung balance would indicate a more sophisticated calibre, and finishing like striping and bevelling points towards effort put into decoration.

Some of the most accomplished or storied movements today are supplied to brands outside the maker. A compact, sophisticated calibre, the Frederic Piguet 1185 set the template for many of today’s chronographs, with its features like the vertical clutch, one-piece reset hammer and column wheel. Today, Frederic Piguet has been integrated into Blancpain, but it is used by brands as diverse as Audemars Piguet and Vacheron Constantin, which in no way diminishes the quality of the movement.

Likewise, the Zenith El Primero is one of the most famous chronograph movements in production today, in large part thanks to it being one of the first automatic chronographs movements ever made – and it is also the only one of the early contenders that is still in production. Having an El Primero inside is almost a badge of honour for a timepiece, hence the liberal use of the name even with brands other than Zenith.

And it is worth noting that in-house movements, when made by a small brand in tiny quantities, will tend to have more teething problems than one made in large quantities. So an in-house origin is by no means an assurance or quality or reliability.

The bottom line is an in-house movement can be a lousy timekeeper, while a run-of-the-mill ETA 2892 can keep time like a champ.

04

By | 2017-03-13T17:13:09+00:00 January 8th, 2016|Insights|0 Comments

About the Author: